หวานเป็นลม ขมเป็นยา (จริงหรือเปล่า)

ม.ค. 14, 2556
สำหรับใครที่กำลังติดหวาน ไม่ว่าจะรับประทานอาหารอะไรหรือดื่มเครื่องดื่มชนิดไหนก็ต้องเน้นความหวาน เป็นหลัก เราไม่ได้จะบอกให้เลิกหรือหยุด แต่เราอยากจะแนะนำการรับประทานอาหารให้สมดุลในเรื่องของรสชาติมากขึ้นเพื่อ สุขภาพที่ดีกว่าเดิม

หวานแค่ไหนถึงจะเรียกว่ากำลังพอดี

หลาย คนอาจจะถูกสอนกันมาตั้งแต่เด็กว่าหวานเป็นลมขมเป็นยา เพราะฉะนั้นถ้าเลือกได้ให้หยุดรับประทานหวานจะดีต่อสุขภาพที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้วความหวานไม่ได้ร้ายกาจหรือส่งผลทางลบต่อสุขภาพขนาด นั้น เพราะความหวานจะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายได้ในวันที่อ่อนล้า รวมถึงยังทำให้รู้สึกสดใสมากขึ้นได้อีกด้วย แต่หวานเท่าไรถึงจะเรียกว่าพอดี...

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าปริมาณ พลังงานที่ได้จากการบริโภคน้ำตาลไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน ประกอบกับครึ่งหนึ่งของปริมาณนี้ เราได้รับจากมื้ออาหารอื่นๆ ที่ไม่อาจทราบปริมาณที่แน่นอน ดังนั้น ปริมาณน้ำตาลที่เราสามารถบริโภคเพิ่มเติมได้จึงไม่ควรเกินร้อยละ 5 ของปริมาณพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน และนี่ก็เป็นที่มาของคำแนะนำที่ว่า...“ผู้ใหญ่ทั่วไปที่ต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี ปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม*”

ขมๆ หวานๆ บ้างก็ดี

ขม เป็นยาคือคำกล่าวของคนไทยในสมัยก่อน ฟังแล้วหลายคนอาจจะรู้สึกว่าต้องเน้นรสขมเป็นหลักเลยเหรอ จริงๆ แล้วการเดินทางสายกลางคือทางเลือกที่ดีที่สุด หวานๆ ขมๆ ปะปนกันไป ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่ครบในทุกด้าน

แล้วถ้ากำลังคิดว่า ขม ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเป็นยา โบราณเน้นความขมจากบอระเพ็ดว่าเป็นสุดยอดของรสชาติที่รับประทานได้ยากที่สุด แต่ก็ให้ประโยชน์มากที่สุดเช่นกัน ดังนั้นคนรุ่นใหม่ ถ้าอยากลองรับความขมที่มีประโยชน์ในแบบที่เรียกได้ว่าเหมือนต้นฉบับ แนะนำให้ลองรับประทานบอระเพ็ด เพราะถ้าทำได้เป็นประจำจะดีต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบอระเพ็ดมีทั้งสรรพคุณที่ช่วยลดโคเลสเตอรอล ต้านโรคมะเร็ง สลายไขมัน และยังทำให้ร่างกายแข็งแรงจนโรคหวัดหรือโรคเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ จะไม่ถามหาเลย แต่ถ้าใครยังไม่สามารถลิ้มรสรับความขมได้มากขนาดนั้น แนะนำลองผสมผงบอระเพ็ดเข้ากับเครื่องดื่ม อาทิ กาแฟหรือชาที่รับประทานเป็นประจำเพื่อให้สามารถรับประทานได้ง่ายขึ้น

พูดคำว่า “หวานน้อย” จนติดเป็นนิสัย

เชื่อ หรือไม่ว่าอาหารบางชนิดแค่ลดหวานลงครึ่งช้อนสามารถทำให้คุณลดน้ำหนักได้มาก ถึง 10 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งนี่คือการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในแคลิฟอร์เนียที่ให้ผู้ หญิงและผู้ชายลดปริมาณความหวานในอาหารและเครื่องดื่มลงหนึ่งช้อนเสมอ ผลปรากฏว่าเมื่อทำจนครบปี ทุกคนมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยลดลงที่ 8-10 กิโลกรัม โดยที่ทุกคนไม่ได้อดอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหักโหม และที่สำคัญนอกจากน้ำหนักจะลดลงแล้ว อาการเจ็บป่วยยังน้อยลงอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรเพื่อสุขภาพที่ดีให้กำชับคนทำ สักหน่อยว่า “หวานน้อย” ให้ติดเป็นกิจวัตร เพราะคุณจะได้สุขภาพและรูปร่างที่ดีขึ้น โดยที่รสชาติอาหารไม่ได้เปลี่ยนไปเลย หรือต้องอ่านฉลากโภชนาการให้เป็นนิสัย และเลือกอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีมีน้ำตาลน้อย หรือไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลมารับประทาน แต่อาจสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพื่อคงรสชาติให้ยังถูกปากเหมือนเดิมแต่ช่วย ให้ไม่ต้องบริโภคน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย