โครงการพัฒนากาแฟพันธุ์โรบัสต้า

โครงการพัฒนากาแฟพันธุ์โรบัสต้าเนสกาแฟกับการพัฒนากาแฟของไทย

กว่า 25 ปีที่ เนสกาแฟ ได้มีบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนากาแฟ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยบริษัทมิใช่เพียงผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กาแฟรายใหญ่ที่สุดเท่านั้น แต่ยังได้ทุ่มเทวิจัยพัฒนา และช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง พร้อมทั้งรับซื้อผลิตผลจากเกษตรกรโดยตรง เป็นการสร้างรายได้และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสวนกาแฟไทย

การกระจายต้นกล้ากาแฟโรบัสต้า สายพันธุ์ดีสู่เกษตรกร

การกระจายต้นกล้ากาแฟโรบัสต้า สายพันธุ์ดีสู่เกษตรกรในประเทศไทย กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญระดับประเทศ โดยเฉพาะกาแฟพันธุ์โรบัสต้าที่ปลูกมากในภาคใต้ของไทย แต่ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกกาแฟมีแนวโน้มที่ลดลง สาเหตุมาจากราคากาแฟโรบัสต้าที่ตกต่ำติดต่อกันหลายปี และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ประกอบกับต้นกาแฟที่ปลูกมีอายุมาก พันธุ์ที่ปลูกไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ที่ถูกต้อง ทำให้ผลผลิตกาแฟที่ได้ไม่สม่ำเสมอ เป็นผลให้รายได้จากการขายผลผลิตกาแฟของเกษตรกรได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์การผลิตกาแฟเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนกาแฟหันไปประกอบอาชีพอื่นหรือปลูกพืชชนิดอื่นแทน และในไม่ช้าผลผลิตกาแฟก็อาจจะมีไม่เพียงพอที่จะใช้ต่อการบริโภคภายในประเทศ

ในปี พ.ศ. 2547 เนสท์เล่จึงได้จัดตั้ง “โครงการผลิตต้นกล้ากาแฟพันธุ์โรบัสต้า” ขึ้นโดยมีฝ่ายบริการการเกษตร บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด ซึ่งอยู่ในกลุ่มเนสท์เล่ ประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการโครงการร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาเนสท์เล่ เมืองตูร์ ประเทศฝรั่งเศส วัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อผลิตและกระจายต้นกล้ากาแฟโรบัสต้าสายพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง มีความสม่ำเสมอสู่เกษตรกร เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นและช่วยสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

โครงการผลิตต้นกล้ากาแฟพันธุ์โรบัสต้าเนสท์เล่ได้คัดเลือกสายพันธุ์กาแฟโรบัสต้าที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย ทั้งหมด 9 สายพันธุ์ เพื่อผลิตต้นกล้าพันธุ์ดีของสายพันธุ์เหล่านี้ กระจายไปสู่เกษตรกรแล้วกว่า 3,000 ราย ในพื้นที่ปลูกกาแฟในจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ ชุมพร ระนอง ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี กระบี่ นครศรีธรรมราช พังงา และบางพื้นที่ในภาคตะวันออก เช่น จังหวัดจันทบุรี สายพันธุ์กาแฟที่คัดเลือกนี้สามารถให้ผลผลิตมากกว่าสายพันธุ์เดิม และมีลักษณะเด่นที่คัดเลือกให้ผลผลิตสม่ำเสมอทุกปี ระบบรากแข็งแรง ทรงพุ่มดี ออกดอกและติดผลพร้อมกันทำให้เก็บเกี่ยวง่าย และยังคงทดสอบเพื่อหาสายพันธุ์ที่เหมาะกับการเพาะปลูกในประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการทุ่มเทพัฒนาพันธุ์กาแฟแล้ว เนสกาแฟยังมีบทบาทในการพัฒนาการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมกาแฟโดยนี่คือเรื่องราวและโครงการตัวอย่างที่เนสท์เล่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนและพัฒนาในเรื่อง “การพัฒนาด้านการเกษตรและชุมชน” ซึ่งจะสะท้อนแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมกันให้เห็นเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

  • จัดตั้งศูนย์รับซื้อเมล็ดกาแฟสองแห่งคือที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ในปี พ.ศ. 2535 และที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพรในปี พ.ศ. 2542 เพื่อรับซื้อเมล็ดกาแฟจากชาวสวนกาแฟโดยตรง
  • ถ่ายถอดความรู้และวิทยาการต่างๆ แก่ชาวสวนกาแฟ ณ แหล่งผลิต โดยนักวิชาการจากฝ่ายบริการการเกษตรของเนสท์เล่ รวมทั้งจัดทำแปลงสาธิตการตัดแต่งต้นกาแฟ การอบรมเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงการให้ความรู้แก่ชาวสวนกาแฟผ่านทางสื่อวิทยุท้องถิ่น และการจัดทำวารสารกาแฟเป็นประจำทุก 3 เดือน
  • ทดสอบสายพันธุ์กาแฟโรบัสต้า ณ แปลงรวบรวมสายพันธุ์ เพื่อทดสอบหาสายพันธุ์ที่แข็งแรงทนทานต่อโรค ให้ผลผลิตต่อไร่สูง และเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกในประเทศไทย
  • ประเมินการทำสวนกาแฟ ตามหลักปฏิบัติขั้นพื้นฐานในการทำสวนกาแฟ (4C) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแก่เกษตรกรชาวสวนกาแฟ
โครงการต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพพันธุ์กาแฟที่ปลูกในประเทศไทย เพื่อให้ชาวไทยได้บริโภคกาแฟที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งสามารถส่งออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้ นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย อันจะส่งผลถึงการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย และเนสท์เล่ยังคงมุ่งมั่นเพื่อพัฒนากาแฟไทยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง