เนสท์เล่สนับสนุนแปลงทดสอบและพัฒนากาแฟพันธุ์อาราบิก้า

สร้างอาชีพปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวเขา

เนสท์เล่สนองพระราชปณิธานของสมเด็จย่าในการ “ขจัดยาเสพติดให้สิ้นจากแผ่นดินไทย” มุ่งพัฒนาสายพันธุ์กาแฟอาราบิก้าบนพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงเพื่อนำไปเพาะเป็นต้นกล้าและแจกจ่ายแก่ชาวเขาเพื่อนำไปเพาะปลูก หวังยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาให้ดีขึ้น ทั้งในแง่ของการพัฒนาอาชีพให้ชาวเขาได้มีอาชีพอย่างถาวรยั่งยืน และมีรายได้ต่อครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น

ด้วยพระราชประสงค์ของแม่ฟ้าหลวงแห่งปวงชนชาวไทย โครงการพัฒนาดอยตุงจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 
พ.ศ. 2531 พระองค์ทรงพลิกฟื้นผืนแผ่นดินดอยตุงให้ชุ่มฉ่ำไปด้วยความหวัง กาแฟอาราบิก้าดอยตุง นับเป็นผลผลิตในโครงการปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่น ตามแนวพระราชดำริของพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านบนพื้นที่บนดอยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยังมีความหวังตามพระราชปณิธานที่จะให้ยาเสพติดหมดไปจากแผ่นดิน และนับเป็นเกียรติอันสูงสุดของเนสท์เล่ ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ร่วมในโครงการพัฒนาดอยตุงเพื่อการพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืนด้วยการปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทนการปลูกฝิ่น อีกทั้งเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ เนสท์เล่จึงมีโอกาสสนองพระราชปณิธานในการจัดทำแปลงทดสอบและพัฒนากาแฟพันธุ์อาราบิก้าบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ของโครงการดอยตุง ตั้งอยู่บนดอยผาช้างมูบ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อส่งเสริมให้ชาวเขาหันมาปลูกกาแฟแทนการปลูกฝิ่น

เป็นเวลากว่า 20 ปี ที่เนสท์เล่ได้มุ่งมั่นในการพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์กาแฟอาราบิก้า ที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกบนสภาพพื้นที่เป็นเนินลาดชัน บนระดับความสูง 1,200 – 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล นับตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ดอยตุง คัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคมากที่สุด และการปลูกกาแฟร่วมกับต้นไม้ที่ให้ร่มเงา เช่น ต้นถางขี้มอด ทองหลางแมคคาดิเมีย และต้นเหลียง นั้น จะทำให้รสชาติของกาแฟดีขึ้น อันเป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์ไว้อย่างสมบูรณ์

แรกเริ่มเนสท์เล่ได้นำเข้าต้นกล้าถึง 22,000 ต้น จาก 57 สายพันธุ์ที่คัดเลือกมาอย่างดีจากประเทศเม็กซิโก, โคลัมเบีย, คอสตาริก้า, โปรตุเกส, และฮาวาย รวมทั้งจากศูนย์วิจัยและพัฒนากาแฟบนที่สูง กรมวิชาการเกษตร เพื่อทำการทดสอบหาสายพันธุ์ที่แข็งแรง ทนทานต่อโรค ให้ผลผลิตต่อไร่สูง และเหมาะสำหรับการปลูกบนดอย จากความพยายามอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี เนสท์เล่ก็ประสบความสำเร็จในการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม 2 สายพันธุ์ คือ BO 02 และ SJ 133 แล้วจัดทำเป็นแปลงทดลอง และสาธิตแก่ผู้ปลูกกาแฟ โดยมอบเมล็ดพันธุ์กาแฟที่ผลิตได้ ประมาณปีละ 100,000 เมล็ดพันธุ์ ให้แก่โครงการพัฒนาดอยตุงนำไปเพาะเป็นต้นกล้าและแจกจ่ายแก่ชาวเขาเพื่อนำไปเพาะปลูกต่อไป อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเนสท์เล่จะได้สายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมแล้ว แต่เราก็ไม่ได้หยุดนิ่ง หากยังคงพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์กาแฟอาราบิก้าที่เหมาะสมต่อไป สำหรับคนงานของเนสท์เล่ ที่แปลงทดสอบและพัฒนากาแฟพันธุ์อาราบิก้าดอยตุง ส่วนใหญ่เป็นชาวอาข่า ซึ่งเนสท์เล่ได้จ้างงานพวกเขาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม จะจ้างชาวเขาเพิ่มขึ้น เพื่อให้ทันกับฤดูเก็บเกี่ยว การทำงานเป็นไปโดยพึ่งพาอาศัยกัน มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีแก่กัน และทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข

นางหยื่อหยี อาเบกู่  ชาวอาข่า หนึ่งในคนงานเนสท์เล่ กล่าวว่า “ตั้งแต่แรกก่อนที่โครงการพัฒนาดอยตุงจะเข้ามา ฉันปลูกข้าวกับปลูกฝิ่น ดูแลรักษาก็ยากต้องใส่ปุ๋ยเยอะๆ ปลูกแล้วได้ผลไม่ดี รายได้ก็ไม่ดี แต่หลังจากที่เนสท์เล่เข้ามาพัฒนาในโครงการดอยตุง ฉันก็เริ่มทำงานที่เนสท์เล่มาตั้งแต่แรก แล้วที่บ้านก็เลิกปลูกฝิ่นมานานแล้ว หันมาปลูกกาแฟ แทนเพราะได้ราคาดี รักษาก็ง่าย ไม่ยุ่งยาก ใส่ปุ๋ยปีหนึ่งแค่ 3 ครั้งเอง ตอนนี้ครอบครัวฉันอยู่ดีกินดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ แล้วก็มีความสุขด้วย”

นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังได้สนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเพาะปลูก และด้านวิชาการในการอบรมให้ความรู้ด้านต่างๆ ตั้งแต่การให้ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง การเก็บเกี่ยว ขบวนการหลังการเก็บเกี่ยว การติดตั้งเครื่องผลิตเมล็ดกาแฟ ตลอดจนการสีกาแฟอย่างถูกต้อง เพื่อให้ชาวเขาสามารถนำไปปฏิบัติจริงและเกิดเป็นความชำนาญในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เนสท์เล่ยังคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะตระหนักดีว่าดอยตุงเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ จึงไม่มีการใช้สารเคมีใด ๆ ในการปลูกกาแฟ รวมทั้งใช้กระบวนการบำบัดน้ำเสีย สำหรับน้ำที่ผ่านกระบวนการผลิตแล้ว ก่อนคืนกลับสู่ธรรมชาติต่อไป