Sorry, you need to enable JavaScript to visit this website.
x
Change Language

6 วิธีจัดตารางเวลาสร้าง Work Life Balance

time management at home

ดูเหมือนว่าการทำงานที่บ้านจะช่วยให้มีเวลาจัดการชีวิตได้ไหลลื่นขึ้นเพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่ต้องพิถีพิถันในการแต่งตัวหรือแต่งหน้ามากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วเมื่อทำงานที่บ้านมาสักพัก หลายคนอาจรู้สึกได้ว่าเริ่มสูญเสียความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน และการรักษาความสัมพนธ์กับคนรอบข้างไป เช่น เวลาการทำงานปะปนกับเวลาส่วนตัวจนละเลยเวลาพักทานข้าว ทำงานลากยาวลืมเวลาเลิกงาน หรืออาจเผลอเช็คอีเมลตลอดเวลา จนขาด Work life balance ในขณะที่อยู่กับครอบครัว ความไม่สมดุลของการแบ่งเวลาเช่นนี้อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพและปัญหากับคนรอบข้างตามมาได้ เราจึงนำ 6 เทคนิคแบ่งเวลาจัดสรรตารางชีวิตช่วงทำงานที่บ้าน ให้สามารถใช้ชีวิตด้านการงานควบคู่การดูแลตัวเองตามหลัก 3 อ. มาฝากกัน

1. แบ่งเวลาทำงาน
สิ่งท้าทายที่สุดสำหรับการทำงานที่บ้านก็คือ การจัดสรรเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวให้แยกออกจากกัน ตามปกติแล้วใน 1 วัน ควรกำหนดสัดส่วนชั่วโมงให้ชัดเจน โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง เวลาส่วนตัวรวมถึงกิจวัตรประจำวัน 8 ชั่วโมง นอน 8 ชั่วโมง ต่อมาคือการวางแผนในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงของการทำงาน เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมของการทำงานทั้งหมด ว่าสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมีอะไรบ้าง? มีอะไรสำคัญเร่งด่วนที่ต้องรีบทำ? หรือมีนัดต้องติดต่อหรือประชุมงานออนไลน์กี่โมง? ให้เราสามารถโฟกัสงานได้อย่างเต็มที่ มีสมาธิกับสิ่งที่ทำและทำงานให้เสร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้ และต้องคอยเตือนตัวเองว่าอย่าเครียดจนเกินไป และไม่ควรหักโหมจนเลยเวลางาน

2. กินให้ตรงเวลา
สุขภาพดีเริ่มได้ด้วยการใช้ช่วงเวลาอยู่บ้านสร้างพฤติกรรมกินดีให้ตัวเองได้ง่าย ๆ เริ่มจากการกินอาหารให้ครบ 3 มื้อ/วัน อย่างตรงเวลาเพื่อปรับระบบเผาผลาญที่มีประสิทธิภาพ โดยอาจตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อแจ้งเตือนเวลากินข้าวแต่ละมื้อไว้ ป้องกันการหลงลืมหรือกินข้าวไม่ตรงเวลา ประโยชน์ของการทำอาหารเองที่บ้านก็คือเราจะได้กินอาหารปรุงสดใหม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ อีกทั้งสามารถเลือกวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ ถูกต้องตามหลักโภชนาการได้เองโดยเลือกใช้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมันหรือไขมันต่ำ เช่น อกไก่, ปลา, หมูเนื้อแดง เป็นต้น เลือกน้ำมันที่มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันเมล็ดทานตะวัน, น้ำมันคาโนลา, น้ำมันมะกอก, น้ำมันรำข้าว เป็นต้น เลือกทานผักผลไม้ตามฤดูกาลและใช้ซอสปรุงรสที่ผ่านกรรมวิธีการหมักด้วยธรรมชาติได้ ขอแนะนำสัดส่วนการทานด้วยสูตร 2:1:1 คือ ผัก 2 ส่วน : ข้าวหรือคาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน : โปรตีน 1 ส่วน รวมไปถึงการดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอวันละ 1.5 - 2.0 ลิตร ในช่วงทำงาน ลองใช้เทคนิควางขวดน้ำขนาดใหญ่ 1.5 ลิตร ไว้ที่โต๊ะทำงาน เพื่อให้หยิบดื่มได้สะดวกตลอดวัน

3. พักเบรก
รีเซตตัวเองจากความเหนื่อยล้าด้วยการ สร้าง Work Life Balance ให้สุขภาพกายง่ายๆ เช่น พักอย่างน้อย 15 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อพักสายตาจากหน้าจอและเบรกสมองจากความตึงเครียด ไม่ฝืนทำงานต่อทั้งที่เหนื่อยล้า ให้ร่างกายและสมองได้ผ่อนคลาย โดยลุกออกจากโต๊ะทำงาน ไปดื่มน้ำ กินของว่าง เดินรอบ ๆ บ้าน แวะพูดคุยกับคนในบ้าน หรือยืดเส้นยืดสายเหยียดแขนขาและหมุนลำคอ รวมถึงควรแวะเข้าห้องน้ำให้เป็นกิจวัตร ดูท่าบริหารเรียกความสดชื่นที่บ้าน คลิก

4. ออกกำลังกาย
เมื่อต้องทำงานที่บ้านเราก็ถูกบังคับด้วยงานให้ต้องนั่งหน้าคอมนาน ๆ ขยับตัวน้อยลง และเสี่ยงต่ออาการออฟฟิศซินโดรมและปัญหาสุขภาพได้ จึงต้องฟิตร่างกายให้กระฉับกระเฉงด้วย อ.ออกกำลังกาย ด้วยการใช้ช่วงเวลาที่ต้องเดินทางโดยจะเลือกเป็นช่วงเวลาเช้าก่อนเข้างานให้กะปรี้กะเปร่าตลอดวัน หรือช่วงหลังเลิกงานที่ไม่ได้เคลื่อนไหวมาทั้งวันก็ได้ วันละ 30 - 45 นาที 4 - 5 ครั้ง/สัปดาห์ เช่น โยคะ, บอดี้เวตในบ้าน, วิ่ง ฯลฯ หรือดูท่าออกกำลังกายลดพุงง่าย ๆ บนเตียง คลิก ซึ่งช่วยควบคุมรูปร่างและสัดส่วนในช่วงที่ต้องอยู่บ้านแล้ว ยังเป็นผลดีกับ อ. อารมณ์ เพราะส่งผลให้จิตใจสดใส ไม่เหนื่อยหน่ายและช่วยให้นอนหลับได้สนิทยิ่งขึ้น ชาร์จพลังพร้อมทำงานในเช้าวันใหม่

5. ให้เวลาตัวเองเพิ่ม
อีกหนึ่งข้อดีของการทำงานที่บ้าน ก็คือทำให้มีเวลาใช้ชีวิตส่วนตัวเพิ่มขึ้น ลองใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบหรืออยากทำ เช่น ทำอาหารทานเอง อ่านไอเดียเมนูทำที่บ้านง่าย ๆ คลิก, เล่นดนตรี, จัดสวน, ฝึกวาดรูป หรือมองหาสิ่งที่ช่วยเพิ่มทักษะใหม่ ๆ เช่น การอ่านหนังสือ, ฟังพอดแคสต์, คอร์สเรียนออนไลน์ ฯลฯ ที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และช่วยเบี่ยงเบนความเครียดจากงานที่ติดอยู่ในหัวได้ รวมถึงสามารถสร้างเวลาคุณภาพเพื่อดูแลและอยู่กับคนที่เรารักที่บ้านมากขึ้น

6. นอนหลับให้เต็มอิ่ม
พักผ่อนจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันด้วยการเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม อย่างน้อย 6 - 8 ชั่วโมง / วัน ขอแนะนำให้สร้างกิจวัตรก่อนเข้านอนให้เป็นเวลา เช่น หลังทานข้าวเย็นเสร็จ ก็นั่งอ่านหนังสือเพื่อผ่อนคลาย อ.อารมณ์ ต่อด้วยการทำงานบ้านเล็กน้อย แล้วค่อยไปอาบน้ำเตรียมเข้านอน ปิดท้ายวันด้วยนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบลงก่อนเข้านอน เมื่อร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จะช่วยฟื้นฟูระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายให้พร้อมทำงานในเช้าวันใหม่ พร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ง่วงนอนช่วงบ่าย

ด้วยการจัดสรรตารางชีวิตง่าย ๆ เพียงเท่านี้ ก็ช่วยเพิ่มศักยภาพให้การทำงานที่บ้านได้ดีไม่แพ้การทำงานที่ออฟฟิศ หากสามารถปรับพฤติกรรมตัวเอง รู้จักการแยกชีวิตส่วนตัวออกจากการทำงานให้เป็นสัดส่วนชัดเจน ไม่กินเวลาปะปนไปกัน ก็เป็นพื้นฐานเพื่อการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ สุขภาพจิตใจแจ่มใส ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ง่าย ๆ ที่บ้าน

#เนสท์เล่คนไทยแข็งแรง

ซื้อผลิตภัณท์เนสท์เล่
 
Article Type