เนสกาแฟ เดย์ 2020 ชงเพื่อความยั่งยืน

นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่นำไปรีไซเคิลได้
ร่วมก้าวสู่อนาคตที่ปลอดขยะ พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ลดการสร้างผลกระทบต่อโลก เนสท์เล่จึงเดินหน้าเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง (Single Use Plastic) มากขึ้น
เนสกาแฟก็เป็นอีกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มุ่งมั่นในการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 เพื่อสร้างสรรค์อนาคตปลอดขยะให้คนไทย สอดคล้องกับพันธกิจระดับโลกของเนสท์เล่ที่มีเป้าหมายเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้รีไซเคิลได้หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ภายในปี 2568 จึงถือเอาวันดีอย่างวันกาแฟสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี นำร่องเปิดตัวนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ใน 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ คือ

1. เปลี่ยนซองเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูให้เป็นแบบ Mono Structure ซึ่งผลิตจากพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% ครั้งแรกของโลก เป็นการต่อยอดจากการนำร่องใช้ในผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิม ในช่วงกลางปีนี้ โดยนวัตกรรมดังกล่าวจะถูก ขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูทั้งหมดภายในไตรมาส 1 ปี 2564
2. เปลี่ยนกระป๋องพร้อมดื่มจากกระป๋องเหล็กให้เป็นกระป๋องอะลูมิเนียม เพื่อให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% ได้ครบทั้งหมด ภายในเดือนตุลาคมปีนี้ หลังจากทยอยเปลี่ยนมาใช้กระป๋องอะลูมิเนียมใน 2 รสชาติ คือ ลาเต้ และ แบล็กไอซ์ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา และล่าสุดคือ เอสเปรสโซ โรสต์
นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่นำไปรีไซเคิลได้
จากข้อมูลของกรมมลพิษเมื่อปี 2562 พบว่า คนไทยสร้างขยะพลาสติกมากถึง 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน และมีขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยประมาณ 27.04 ล้านตันต่อปี ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ขยะบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติกที่แปลกปลอมอยู่ในทะเล เป็นปัญหาเร่งด่วนระดับโลกที่ทุกคนต้องร่วมมือกันรับผิดชอบ ตั้งแต่ต้นน้ำ หรือผู้ผลิต ไปถึงปลายน้ำอย่างผู้บริโภค รวมไปถึงการจัดการขยะที่ถูกวิธี เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม”

“ขยะพลาสติกมันมหาศาล เราต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างเป็นระบบ การที่เนสกาแฟลุกขึ้นมาประกาศพันธกิจสู่ความยั่งยืน เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค ผมว่าการจะเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เดิมให้ง่ายต่อการรีไซเคิล ต้องลงทุนทั้งด้านทีมงานและเทคโนโลยีในการวิจัยพัฒนา ตลอดจนความกล้าเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องใช้เวลาให้ความรู้และผลักดันการเปลี่ยนแนวความคิดและเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในส่วนอื่น ๆ อีกด้วย ผมเชื่อว่า หากผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมมือกันอย่างจริงจัง ภารกิจในการเปลี่ยนโลกของเราให้น่าอยู่จะเป็นจริงได้ครับ”
นายวิคเตอร์ เซียห์
นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า “เนสกาแฟเป็นแบรนด์กาแฟชั้นนำระดับโลกของเนสท์เล่ที่เชื่อมทุกความผูกพันกับผู้บริโภคมานานกว่า 47 ปี เราต่อยอดความมุ่งมั่นของแบรนด์เนสกาแฟในการเชื่อมทุกความผูกพันอย่างมีความหมายมากกว่าเดิมในปีนี้ การจัดการขยะพลาสติกเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด เราจึงเป็นผู้นำในการประกาศเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟครบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเนสท์เล่ในประเทศไทยให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจด้านความยั่งยืนของเนสท์เล่ระดับโลก ที่ตอกย้ำเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการเปิดพลังแห่งอาหารเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับทุกคนในวันนี้และในอนาคต (Unlocking the power of food to enhance quality of life for everyone, today and for generations to come)”
นางสาวนาริฐา วิบูลยเสข ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราภูมิใจมาก ที่ทีมวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของเนสท์เล่ ประเทศไทยได้เป็นผู้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกอย่างซองแบบ Mono Structure ที่ผลิตจากพลาสติกตระกูลเดียวกัน และสามารถนำไปรีไซเคิลได้เป็นครั้งแรกของโลกได้สำเร็จให้คนไทยได้ใช้กันเป็นประเทศแรก นวัตกรรมซอง Mono Structure ได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่เหมือนกับซองกาแฟปัจจุบันมากที่สุด เพื่อกักเก็บรสชาติ กลิ่นหอม และความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ในซองจนกว่าจะถึงมือผู้บริโภค ซึ่งข้อดีที่แตกต่างคือ ซอง Mono Structure สามารถนำไปรีไซเคิลได้ โดยต้องมีการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง”

จากความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนจึงเป็นที่มาของแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ในปีนี้ที่มาพร้อมคอนเซ็ปท์ ‘เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน’ ชวนคอกาแฟทั่วประเทศมาร่วมรักษ์โลก ด้วยการ

1. จัดโชว์เคสไอเดียการอัพไซคลิ่งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำซองผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูที่คอกาแฟส่งมาร่วมชิงโชคทุกปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 100 ล้านซองมาเพิ่มมูลค่าด้วยการอัพไซคลิ่งเป็นวัสดุรักษ์โลกอย่างไม้เทียม (Wood Plastic Composite- WPC) สำหรับทำเป็นโต๊ะอาหารเพื่อมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ 100 โรงเรียน พร้อมกับนำไปใช้ตกแต่งเนสกาแฟฮับ 7 สาขา ได้แก่ 2 สาขาใหม่คือ BTS เพลินจิต และหมอชิต และจะทยอยเปลี่ยนใน 5 สาขาเดิม คือ BTS ชิดลม อารีย์ อนุสาวรีย์ชัย ศาลาแดง และช่องนนทรี และตกแต่งเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ด้วย
2. จัดการประกวดสร้างสรรค์ไอเทมใหม่จากการนำกระป๋องอะลูมิเนียมไปรีไซเคิล ได้ร่วมมือกับอาจารย์วิทยาลัยสารพัดช่าง ระยอง นำกระป๋องอะลูมิเนียมใช้แล้วมาสร้าง Prototype หุ่นยนต์วัดอุณหภูมิร่างกายที่สามารถแจกตัวอย่างเครื่องดื่มได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาอาชีวะได้เห็นว่า ขยะสามารถนำไปใช้ต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวมได้ ซึ่งจะเริ่มดำเนินโครงการในเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป
สำหรับไฮไลท์ในงานเปิดตัวแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ 2020 เป็นการรวมพล 10 แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเนสกาแฟ นำทีมโดย โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ เจมส์–จิรายุ ตั้งศรีสุข ต่อ–ธนภพ ลีรัตนขจร ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ และ แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช มาร่วมออกแบบโต๊ะอาหารอัพไซคลิ่งจากซองเนสกาแฟเบลนด์ แอนด์ บรู ซึ่งเป็นหนึ่งในโต๊ะอาหารอัพไซคลิ่งที่จะนำไปมอบให้กับน้อง ๆ ในโรงเรียน 100 แห่งทั่วประเทศ พร้อมแชร์ไอเดียในการรักษ์โลกอย่างยั่งยืนด้วย
ชงเพื่อความยั่งยืน
โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ กล่าวว่า “ในฐานะหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเนสกาแฟรู้สึกดีใจและภูมิใจที่ เนสกาแฟลุกขึ้นมาพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรกของโลก และรู้สึกตื่นเต้นมาก ที่เห็นว่า ซองกาแฟที่ดื่มทุกวันนอกจากจะมีกลิ่นหอม เข้ม กลมกล่อม ยังสามารถนำซองไปเพิ่มมูลค่าด้วยการอัพไซคลิ่ง เป็นโต๊ะอาหารให้กับน้อง ๆ ในโรงเรียนต่าง ๆ ช่วยเติมเต็มโมเมนต์ในการดื่มกาแฟของผมให้มีความสุขมากขึ้น ผมเองเริ่มปรับไลฟ์สไตล์รักษ์โลกมากขึ้น เช่น ไม่รับถุงพลาสติก พยายามเตือนตัวเองให้พกถุงผ้าติดตัวเวลาไปข้างนอก เพราะไม่อยากทำร้ายโลก และพยายามไม่ใช้หลอดพลาสติกถ้าไม่จำเป็น ช่วงแรก ๆ ที่เปลี่ยนพฤติกรรมอาจจะไม่ชิน หรือ รู้สึกว่ายาก แต่ถ้าทุกคนเริ่มต้นจากการเป็นส่วนเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้น ผมอยากชวนให้ทุกคนมารักษ์โลกด้วยกันครับ”

ด้าน อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม เสริมว่า “หลังจากมีโอกาสไปลงพื้นที่ถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับป่าพรุเมื่อต้นปี ทำให้จากที่อินกับธรรมชาติอยู่แล้ว ยิ่งอินขึ้นไปอีก และอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม พอได้เห็นเนสกาแฟ มีพันธกิจเพื่อโลกแบบนี้ ก็รู้สึกดีใจ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับประสบการณ์การดื่มกาแฟที่แตกต่าง หอมกรุ่น นุ่มละมุนแล้ว ยังมีนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่นำไปรีไซเคิลได้ ฟินทั้งคนดื่มแถมยังดีต่อโลก ผมมองว่า ทุกคนไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพราะต่อให้เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แต่ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกันก็จะสามารถช่วยให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นได้ ตัวผมเองเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว อย่างการฝึกนิสัยแยกขยะ หลักการง่าย ๆ ของผม คือ แยกประเภท และไม่ทิ้งเศษอาหารไปปะปนกับขยะอื่น ๆ เด็ดขาด”

อีกหนึ่งความพิเศษของแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ในปีนี้ คือ การเปิดตัวแคมเปญ Red Pillar 2020 ซึ่งยังคงแกนหลักของไอเดียที่ต้องการเชื่อมทุกความผูกพัน พร้อมส่งต่อสมการความผูกพันครั้งใหม่ ด้วยธีม “สมการความผูกพันที่ไม่สิ้นสุด” มาพร้อมไฮไลท์ที่เชื่อว่าต้องถูกใจคอกาแฟ ด้วยการนำ 8 แบรนด์แอมบาสเดอร์ นำทีมโดย เจมส์–จิรายุ ต่อ–ธนภพ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ไอซ์-พาริส เจเจ-กฤษณภูมิ แบงค์-ธิติ และ แพต-ชญานิษฐ์ ที่ล้วนเป็นนักแสดงแถวหน้าของไทยมาร่วมแสดงในเว็บฟิล์มตัวใหม่ ซึ่งออนแอร์ครั้งแรกทางเฟซบุ๊กและยูทูบเนสกาแฟในวันที่ 1 ตุลาคม 2563