“กินๆอดๆ” ช่วยลดโรคบำบัดแก่

มี.ค. 16, 2556
การกินอาหารให้ครบ 3 มื้อถือเป็นบทบัญญัติหนึ่งที่ถูกสอนมาแต่เล็ก เด็กที่กินไม่ครบก็จะถูกว่าสุขภาพไม่ดี

แต่เด็กที่กินครบหลายคนกลับมีน้ำหนักเกิน จึงมาถึงคำถามที่ว่า “ต้องกิน 3 มื้อจริงหรือ?”

คำถาม นี้สั่นสะเทือนไปถึงมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์แห่งสหรัฐอเมริกาโดยนักวิจัย ได้ทำการศึกษาจนพบว่าการรับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไปจะให้โทษ แต่ในทางตรงข้ามการอดที่พอดีกลับช่วยให้สุขภาพดีได้แถมยังช่วยบำบัดโรคน่า รำคาญได้ อาทิ เป็นหวัด ปวดหัว ท้องผูกหรือนอนไม่หลับ

อดดีกว่าอิ่ม ว่างั้น ฟังแล้วแสนจะแปลกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่ในการศึกษาอย่างละเอียดพบว่าเป็นเช่นนั้นซึ่งสอดคล้องกับหลักบัญญัติทาง ศาสนาที่ให้มีการอดบ้างหรือให้งดอาหารเย็น เป็นเรื่องที่พระศาสดาทรงสอนมานาน แต่วิทยาศาสตร์เพิ่งได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมเมื่อเร็วๆนี้จึงเป็นข้อสรุป ที่น่าตื่นเต้นมากเพราะพลิกความเชื่อเก่าๆของเราโดยสิ้นเชิงแต่กลับสนับสนุน หลักปฏิบัติของบรรพชนหลายแห่งทั่วโลก ยกตัวอย่างชาวโอกินาว่าในประเทศญี่ปุ่นที่รับประทานแบบ “ไม่เต็มกระเพาะ” แล้วมีสุขภาพดีอายุยืนจนติดอันดับหนึ่งของโลก ดังนั้นเรื่องการกิน 3 มื้ออาจต้องดูกันเป็นรายๆไปให้เหมาะสมครับ

เพราะความลับอยู่ที่ “กินเป็น” มากกว่า

เทคนิค “อดบำบัด” เพื่อสุขภาพดี

การ กินอยู่ที่เรียกว่า “กินเป็น” นั้นชาติต่างๆล้วนมีอยู่ แต่จะขอยกที่ดูแล้วใกล้ตัวที่สุดก็คือชาติไทยของเราเองครับ คนไทยกินเป็นอย่างน่าภาคภูมิใจที่สุดไม่แพ้ชาติไหน ลองดูง่ายๆก็ได้ครับ
  • กินมะม่วงอกร่องกับข้าวเหนียวมูน
  • สาเกเชื่อมราดกับกะทิ
  • ส้มตำกินคู่กับไก่ย่างอย่างนัว
  • สะเดากับน้ำปลาหวาน
นี่ยังไม่รวมสารพัดน้ำพริกที่มีผักให้เลือกจิ้มเหมาะๆอีกมาก แต่แม้จะดูเป็นชาตินักกิน คนไทยเราแต่ก่อนก็ไม่อ้วนกันมากนะครับ ที่จะเจอแบบหุ่นลงพุงนั้นมีน้อยนั่นเป็นเพราะวิถีชีวิตที่ไม่นอนดึกและการ จัดสำรับแบบไทยนี่แหละครับที่เป็นคำตอบของปริศนา

อาหารไทยมีลักษณะ ตรงกับหลักการกิน “ฮาระ ฮาชิ บุ(Hara hachi bu)” ซึ่งแปลว่ากินแค่ 80% ไม่อิ่มจนเกินไปสไตล์โอกินาว่า และมีลักษณะที่ตรงกับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์เมื่อไม่นานมานี้ที่ ว่าการอดแบบ “เว้นวัน (Alternate Day Fasting, ADF)” ช่วยให้ “เคมีแก่” ลดลง โดยอานิสงส์ของมันหลักๆมีอยู่ 3 ประการคือ ลดน้ำหนัก คุมไขมันและสำคัญสุดคือช่วยให้ “อายุยืน”

พูดง่ายๆว่าอดคือการ “ล้างพิษ” นั่นเอง ดร.คริสตา วาราดี ผู้ที่ทำงานวิจัยชิ้นนี้ได้ทดลองปฏิบัติเองจนเห็นผล ซึ่งได้ทดลองทั้งแบบหนักและแบบเบาจนรู้ถึงข้อดีข้อเสียอย่างละเอียดในงาน วิจัย สำหรับท่านที่อยากลองทำดูเองนะครับ ผมได้ลองแปลงงานวิจัยของ ดร.วาราดีมาเป็นเทคนิคง่ายๆ 2 แบบดังนี้ครับ

1) อดวันเว้นวัน อันนี้จะหนักและโหดพอดู จนแม้ดร.วาราดีเจ้าตำรับเองยังบอกศาลาว่าไม่ไหวเพราะต้องอดวันกินวัน โดยวันที่อดนั้นกินได้เพียง 600 กิโลแคลอรีเท่านั้น (ประมาณเท่ากับกินมื้อเช้าเบาๆ กับมื้อเย็นเล็กๆ) แล้วดื่มน้ำสะอาดตามให้มาก ส่วนวันกินนั้นก็ให้รับประทานได้ตามที่เหมาะสมคือราว 2,000 กิโลแคลอรี

2) อดด้วยสูตร 5:2 สูตรนี้เป็นแบบที่ง่ายกว่า ไม่บาดใจมากครับคือในหนึ่งสัปดาห์ให้รับประทานปกติธรรมดา 5 วันติดกัน ส่วนวันอดนั้นคืออีก 2 วันให้รับประทานแค่วันละ 600 กิโลแคลอรีดังที่บอกไป สูตรนี้จะทำให้ท่านมีชีวิตใกล้เคียงกับปกติหน่อยแต่ให้ผลดีไม่ต่างกับสูตร แรกเลยครับ

สุดท้ายนี้ขอหมายเหตุไว้สักนิดครับสำหรับการอดเพื่อให้ สุขภาพดีก็คือควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญสักนิดนะครับ จะเป็นด้านอายุรวัฒน์ก็ได้ ถ้าอดเป็นเวลาสั้นๆยังไม่พอเป็นไรครับเพราะจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยแวนเด อร์บิลท์ชี้ว่าทำเองได้ แต่ในกรณีที่ต้องคอยดูใกล้ชิดสักนิดก็มี คุณแม่ตั้งครรภ์ ท่านที่เป็นเบาหวาน มะเร็งหรือรับประทานยาหลายๆ ชนิดอยู่ ต้องดูกันเป็นกรณีไปนะครับ ความลับของการอดเพื่อบำบัดก็คือการรู้จัก “เลือกกิน” และ “กินเป็น”

ขอให้ท่านที่รักทุกท่านลองอดดูเพื่อสุขภาพครับ

ที่มา : นพ.กฤษดา ศิรามพุช