แค่ไหน? ถึงเรียกว่าอ้วน

พ.ย. 6, 2552
“อ้วนขึ้นหรือเปล่าเนี่ย” เป็นคำทักที่คงไม่มีใครอยากได้ยิน โดยเฉพาะคุณสาวๆ ทั้งหลาย

จริงๆ แล้ว เรื่องของความอ้วนนั้นไม่ได้มีความสำคัญกับสาวๆ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกเพศทุกวัยควรใส่ใจ เพราะความอ้วนเป็นที่มาของโรคร้ายสารพัด แถมยังทำให้รู้สึกอืดอาด จะทำอะไรก็ไม่คล่องตัวอีกด้วย
   
ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องรอจนมีใครทักหรอกค่ะ หันมาสังเกตตัวเองก่อนว่า ตอนนี้ “อ้วนหรือยัง?” แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า อ้วนแล้ว! เรามีวิธีวัดความอ้วนแบบง่ายๆ มาฝากกัน

วิธีที่ 1
วัดความอ้วนด้วยค่าดัชนีมวลกาย ตามสูตร น้ำหนัก (กก.)
ส่วนสูง (ม.) x ส่วนสูง (ม.)

เช่น น้ำหนัก 50 กก. สูง 1.60 เมตร จะได้ค่าดัชนีมวลกาย = 50/1.6x1.6 = 19.5  กิโลกรัมต่อตารางเมตร
ถ้าได้ค่าน้อยกว่า 18.5 แปลว่า คุณมีรูปร่างที่ผอม
ถ้าได้ค่า 18.5 – 22.9 แปลว่า คุณมีรูปร่างสมส่วน
ถ้าได้ค่า 23 – 24.9 แปลว่า คุณเริ่มอ้วนแล้ว
ถ้าได้ค่าตั้งแต่ 25 แปลว่า คุณมีรูปร่างที่อ้วนแล้วล่ะสิ!

วิธีที่ 2
วัดพุงวิธีง่ายๆ ใช้สายวัดรอบเอวตัวเองโดยไม่รัดแน่นจนเกินไปหรือหลวมจนเกินไป และต้องวัดผ่านบริเวณสะดือ ซึ่งสำหรับผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว ถือว่าคุณมีพุง นั่นคือ คุณอ้วนแบบลงพุงแล้วจ้า!

คนอ้วนส่วนใหญ่มักจะมีร่างกายไม่ “ฟิต” อันนี้ไม่ได้หมายความว่าใส่เสื้อผ้าแล้วฟิตปั๋ง (เพราะนั่นอาจหมายความว่าคุณอ้วนได้เหมือนกัน) แต่ความไม่ฟิตในที่นี้ หมายถึง การเหนื่อยง่าย ความคล่องตัวในการทำกิจกรรมต่างๆ ลองทดสอบความฟิตของตัวเองดู หากคุณเดินขึ้นบันได 2 ชั้นได้สบายๆ ไม่เหนื่อยจนหอบ หรือเดินเร็ว 15 นาที ให้ได้ระยะทาง 1.6 กิโลเมตร หรือนับลมหายใจใน 1 นาที ได้น้อยกว่า 21 ครั้ง ถ้าทำได้อย่างนี้แสดงว่า ร่างกายคุณฟิตและแข็งแรงดีทีเดียว


Tips:
เริ่มต้นการกินดี อยู่ดี ป้องกันความอ้วนมาเยือน ด้วยการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เลือกเมนูหรือสูตรอาหารที่มีส่วนผสมจำพวกธัญพืชไม่ขัดสี หรือโฮลเกรน อย่างเช่น ซีเรียลโฮลเกรน ข้าวกล้อง รับประทานผักสด และผลไม้ รวมกันให้ได้วันละไม่น้อยกว่า 400-500 กรัม และออกกำลังกายสม่ำเสมอวันละ 30 นาที สุขภาพดีก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วค่ะ