เลี้ยงลูกอย่างไรให้เก่งทั้ง EQ และ IQ

ก.พ. 18, 2556
หลากหลายเคล็ดลับสำหรับคุณแม่มือใหม่ในการเลี้ยงลูกอย่างไรให้เขาเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาแล้วฉลาด ทั้งเรื่องอารมณ์และการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถรับมือกับสังคมยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการแก่งแย่งที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับความหมายของ IQ และ EQ กันก่อน โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งความสามารถของบุคคลออกเป็น 2 ด้านใหญ่ๆ คือ ความสามารถทางความคิด และความสามารถทางอารมณ์ โดยความสามารถทางความคิดหมายถึง ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจปัญหา แยกแยะ รวบยอด และจดจำข้อมูลต่างๆ โดยสามารถวัดออกมาเป็นค่าตัวเลขที่เรียกว่าค่า IQ (Intelligence Quotient) ส่วนความสามารถทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของตนเอง จัดการอารมณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีมนุษยสัมพันธ์ดี มองโลกในแง่ดี และปรับตัวกับปัญหาตลอดจนความเครียดต่างๆ ได้ดี แม้จะยังไม่สามารถวัดผลออกมาเป็นค่าที่ชัดเจนได้ แต่ความฉลาดทางอารมณ์ก็เป็นที่รู้จักกันในนาม EQ (Emotional Quotient)

ในการเลี้ยงดูลูกน้อยนั้นมีความสำคัญตั้งแต่วันแรกที่เขาลืมตาขึ้นมาดูโลก ทุกวิถีปฏิบัติของพ่อแม่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเด็กได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น ควรระวังเรื่องการขยับตัวในเด็กแรกเกิด ถ้าเด็กยังขยับไม่ได้ต้องระวังเรื่องการนอน ถ้าพ่อแม่ลูกนอนด้วยกันยิ่งควรระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งนอนดิ้นไปทับลูก ซึ่งอันตรายมาก เพราะถ้าเด็กขาดอากาศเพียง 4 นาทีสมองจะเสียทันที เพราะฉะนั้นพ่อแม่ควรนอนห่างจากลูกอย่างน้อย 1 เมตร เช่นเดียวกับการให้ลูกนอนคว่ำเพื่อให้ลูกหัวทุยซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ควรให้ลูกนอนหงายเท่านั้น เพราะการ นอนคว่ำจะทำให้ระบบทางเดินหายใจติดขัด ส่งผลให้อากาศไปเลี้ยงที่สมองไม่พอมีผลกระทบต่อทั้ง IQ และ EQ อาจทำให้เด็กปัญญาอ่อนหรือเสียชีวิตได้เช่นกัน เช่นเดียวกับเรื่องของอาหารการกิน ที่เมื่อเด็กถึงวัยหย่านมแม่แล้ว ควรให้เด็กดื่มนมอย่างต่อเนื่องจนถึงตอนโต เพื่อพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย ความคิด และจิตใจ

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมและการจัดบ้านก็มีส่วนสำคัญมากสำหรับเด็กเล็ก เพราะสามารถเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ของเล่นเด็กที่มีสีสันฉูดฉาดกว่าร้อยละ 80 ล้วนมีสารตะกั่วสูงมาก และเด็กเล็กมักชอบนำของเล่นเข้าปาก สารตะกั่วเหล่านี้จะเข้าไปทำลายสมองเด็กซึ่งจะส่งผลต่อ IQ และ EQ ในรายที่อาการหนักมากอาจทำให้ปัญญาอ่อนได้

สำหรับเด็กโตขึ้นมาหน่อยกอาจเริ่มติดเกม ซึ่งส่งผลเสียและแก้ไขได้ยาก ไม่ต่างกับปัญหาเด็กติดโทรทัศน์ ซึ่งภาพวิบวับๆ ในโทรทัศน์จะกระตุ้นเด็กในเรื่องของพัฒนาการ ทำให้เด็กคิดได้ช้าลง สมาธิสั้น พ่อแม่จึงต้องควบคุมและดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นปัญหาที่หากเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขยาก นอกจากนี้ พ่อแม่ยังต้องเลี้ยงดูเด็กให้เหมาะสมตามอายุ ฝึกทักษะต่างๆ ของเขาให้เหมาะกับช่วงวัย เช่น เริ่มหัดให้เขาว่ายน้ำตอนอายุ 5 ขวบ สอนให้หัดหัดข้ามถนนเองได้ตอนอายุ 9 ขวบ เป็นต้น ควรสอนตามอายุที่เหมาะสมและถูกวิธี เพื่อที่เขาจะได้ไม่เรียนรู้เองอย่างผิดๆ

กล่าวโดยสรุป การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดีเป็นทั้งคนเก่ง คนดี และมีความสุขนั้นขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สมองและระบบประสาทที่ดี ได้รับสารอาหารเพียงพอ อาจชงเครื่องดื่มรสช็อกโกแลตมอลต์ที่เด็กๆ ชอบให้เป็นอาหารเสริม เพื่อเด็กจะได้เติบโตขึ้นมามี IQ ที่ดี ได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ดี ช่วยสนับสนุนให้เด็กมี EQ ดี และเรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทั้ง IQ และ EQ ในทุกช่วงวัย ทั้งนี้ การพยายามที่จะสอนอย่างเดียวอาจทำให้เกิดผลเสีย ต้องแสดงความรักลูกด้วยการกอดและคุยกันบ่อยๆ เพื่อให้เขาได้รับความอบอุ่นในครอบครัว เปิดโอกาสให้ลูกแสดงออก อย่าเคร่งครัด และให้เขาได้ทำในสิ่งที่ชอบเสียบ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้รู้จักตัดสินใจ และเรียนรู้ทั้งความสุข ความทุกข์ ความผิดหวัง และความสมหวังด้วยตัวเอง

นอกเหนือไปจาก IQ และ EQ แล้ว ยังมีความสามารถอีก 3 ด้านรวมแล้วเรียกว่า 5Q ที่เด็กควรมีในตัว ได้แก่ MQ (Moral Quotient) ความฉลาดทางจริยธรรมและคุณธรรม AQ (Adversity Quotient) ความสามารถในการแก้ปัญหาและวิกฤติต่างๆ และ SQ (Social Quotient) ทักษะทางด้านสังคมและความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งการจะเลี้ยงเด็กให้มีครบทั้ง 5Q นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ เนื่องจากสภาวะสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีทำให้โลกเล็กลง แต่ระยะห่างระหว่างความสัมพันธ์ในครอบครัวห่างขึ้น วิธีที่ง่ายที่สุดในการมุ่งหวังให้ลูกของคุณทั้งฉลาดคิด และมีความฉลาดทางอารมณ์คือ หาเวลาอยู่กับเขาให้ได้มากที่สุด เพื่อที่คุณจะได้เป็นคนแรกที่เขานึกถึงยามเกิดปัญหาต่างๆ ในชีวิต