เริ่มต้นคิดดี...ครอบครัวมีสุข

พ.ย. 2, 2553
เพราะวิธีคิดพื้นฐานของทุกคน เริ่มต้นขึ้นจากการปลูกฝังของครอบครัว

สังเกตได้ง่ายๆ ว่าเด็กหลายคนมักจะเลียนแบบวิธีการคิดและการตัดสินใจจากบุคคลรอบข้าง อาทิ พ่อแม่ หรือคุณครู ยกตัวอย่างเช่นถ้าครอบครัวไหนปลูกฝัง พร้อมกับเป็นต้นแบบทางความคิดที่ดีให้กับลูกด้วยการสอนให้เด็กรู้จักคิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์ ผลลัพธ์ที่ได้จะเกิดเป็นนิสัยของเด็กที่กล้าคิดกล้าทำ ช่างถาม ฉลาด รู้จักคิดอย่างเป็นระบบ และมีตรรกะในการต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ๆ ในทางตรงกันข้ามถ้าพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ไม่ดี มักทำอะไรอย่างสับสนและมองโลกในแง่ลบตลอดเวลาจะส่งผลให้เด็กๆ กลายเป็นไร้คนเหตุผล เติบโตขึ้นอย่างสับสนในอารมณ์เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย รวมถึงคิดในแง่ลบตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้การที่พ่อแม่และผู้ใหญ่ที่ต้องอยู่ใกล้ชิดเด็กตลอดเวลาจะเริ่มต้นปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนคิดบวก คิดดี และมองโลกด้วยรอยยิ้มที่สดใสก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กๆ หรือหากจะกล่าวว่าเป็นการมอบของขวัญชิ้นเยี่ยมให้เด็กก็คงไม่มากเกินไป เพราะของขวัญชิ้นนี้จะกลายเป็นตัวกำหนดแนวทางในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ อีกทั้งการคิดดียังจะก่อให้เกิดความสุขขึ้นในครอบครัว ทำให้ครอบครัวเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นที่มากขึ้นอีกด้วย

แล้วจะเริ่มต้นคิดดีเพื่อให้ครอบครัวเป็นสุขได้อย่างไร...นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ

- ฝึกคิดให้ดี
การคิดนั้นฝึกกันได้ด้วยการคิดดี คิดชอบ คิดให้ถูกต้อง และคิดให้ละเอียด เมื่อฝึกได้แล้วจะเกิดเป็นนิสัยที่สำคัญคือการไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกิดการวางตัวเป็นกลางมากขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่นทิฐิลดลง สละความโลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา อาฆาต พยาบาทออกไปจากจิตใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรยกให้อยู่เหนือจิตใจ ส่วนสิ่งที่ควรเหลือไว้ในใจมีเพียงความคิดบวก และความรู้สึกเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เนื่องจากเมื่อทำได้ทำแล้วจะเกิดเป็นความสุขที่ทำให้คุณยิ้มได้และใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการลองคิดถึงความสวยงามของธรรมชาติ คิดถึงการช่วยเหลือของเพื่อนๆ คิดถึงการสนับสนุนของหัวหน้างาน และคิดถึงความรักอันบริสุทธิ์จากพ่อและแม่ดู เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณเคยได้สัมผัสด้วยตัวเอง การคิดถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยใจอันปล่อยวางจึงเป็นการเริ่มที่ง่ายที่สุด


- รู้อารมณ์ตัวเอง
อย่าลืมว่าเมื่อคุณเหนื่อย เครียดหรืออารมณ์เสีย ความคิดความอ่านอาจติดลบไปด้วย แต่เมื่อคุณได้ผ่อนคลาย พักผ่อน ความสุขก็จะเกิดขึ้นและเข้ามาทดแทนความเมื่อยล้าทั้งหลายส่งผลให้ความคิดบวกก็จะทวีคูณขึ้นเช่นกัน ดังนั้นเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าอารมณ์ตัวเองกำลังติดลบก็ควรหลบจากคนที่คุณรัก ปลีกตัวมาพิจารณาอารมณ์และสร้างสมาธิให้เกิด พร้อมกับปรับจิตใจให้ดีขึ้นเพื่อที่จะได้ไม่เผลอไประบายอารมณ์หรือทำพฤติกรรมแย่ๆ ใส่สมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ควรคิดไว้เสมอว่า “เสียงหัวเราะ” คือยาชูกำลังที่ทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตทีดีกว่าเดิม อีกทั้งในแง่ของหลักทางการแพทย์แล้วการหัวเราะยังช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้นยิ่งหัวเราะ ยิ้ม และมองโลกในแง่ดีมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งเป็นการดูแลสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆ กับเติมเต็มความอบอุ่นให้คนรอบข้างสุขใจได้อีกด้วย ดังนั้นลองบอกตัวเองว่าเรื่องไร้สาระที่ทำให้หัวเราะได้จะไม่ใช่เรื่องไร้สาระอีกต่อไป

- อย่าด่วนสรุปทุกเหตุการณ์
ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป ไม่ควรทำอย่างเร่งรีบแต่ควรเปิดใจยอมรับข้อมูลใหม่ๆ พร้อมฟังเสียงรอบข้างให้มากขึ้น เพราะยิ่งข้อมูลมากขึ้นเท่าไหร่ ความถูกต้องในการตัดสินใจย่อมมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากมีประเด็นอะไรที่ทำให้คุณและคนในครอบครัวไม่เข้าใจกันควรรับฟังกันโดยไม่ด่วนตัดสินใจ เพื่อให้ความผิดพลาดน้อยที่สุด และที่สำคัญยังจะทำให้คุณได้รักกันมากขึ้นอีกด้วย

- คิดถึงความรู้สึกของคนรอบข้าง
การแสดงออกคือผลของความคิด ดังนั้นคนรอบตัวย่อมรับรู้และสัมผัสได้ถึงความคิดของคุณผ่านการกระทำได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้หากคุณมีความคิดในแง่ลบหรือเกิดความรู้สึกหงุดหงิดใจ คนรอบข้างย่อมรับรู้อารมณ์ได้แน่นอนจนอาจจะเกิดเป็นความหงุดหงิดตามขึ้นมาอีกคนเพราะไม่พอใจที่โดนคนที่รักทำหน้าตาบึ้งตึงใส่หรือกระแทกกระทันด้วยวาจา ซึ่งหากต่างฝ่ายต่างไม่ยอมให้กัน เรื่องอาจบานปลายจนใหญ่โตได้ แต่ถ้าหากต่างคนต่างคิดถึงใจของคนรอบข้างแสดงออกด้วยความอาทร ถนอมน้ำใจต่อกัน ปัญหาที่ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนก็จะเล็กนิดเดียวเพราะมีคนที่พร้อมแก้ปัญหาเหล่านี้ไปด้วยกัน

ความอบอุ่นของครอบครัวเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการคิดดี ดังนั้นลองเริ่มต้นคิดบวกแล้วหันไปยิ้มให้คนใกล้ตัว เท่านี้บ้านก็เต็มไปด้วยความสุขที่ยิ่งกว่าเดิมแล้ว