สนุกเต็มที่ในวันสงกรานต์อย่างไม่กลัวแดด

เม.ย. 2, 2554
เดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีความสุขรออยู่มากมาย โดยเฉพาะกิจกรรมในวันสงกรานต์ที่เป็นวันหยุดยาวให้คนทำงานและเด็กๆ ได้ออกเที่ยวและออกเล่นน้ำกันอย่างเต็มอิ่ม แต่เดือนนี้ก็มีอากาศร้อนอย่างไม่ปราณีใครมาเป็นของแถม เพราะแม้แต่สถิติจากกรมอุตุนิยมวิทยายังระบุว่า เดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงสุด เนื่องจากเป็นเดือนที่พระอาทิตย์อยู่ใกล้โลกในซีกฝั่งเอเชีย ทำให้หลายคนสนุกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากกลัวแดดจะทำร้ายผิว รวมถึงจะปล่อยให้เด็กไปเที่ยวเล่นก็กังวลว่าจะป่วยจนเป็นไข้

ด้วยเหตุนี้เราจึงมีวิธีการดูแลผิวที่สู้ลมสู้แดดมาฝาก ซึ่งเป็นเคล็ดลับง่ายๆ ตามแบบคนไทยสมัยก่อนเพื่อให้เข้ากับประเพณีสงกรานต์ที่มีกันมาตั้งแต่โบราณกาล

1. ดินสอพอง ถือว่าเป็นคู่แฝดของงานสงกรานต์อยู่แล้ว หลายคนรู้จักดินสอพองเพียงผิวเผินว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์การเล่นสงกรานต์ให้สนุก แต่แท้จริงแล้ว ดินขาวตัวนี้มีสารอาหารธรรมชาติสูง เพราะเป็นดินที่เกิดในบริเวณที่มีการสะสมของธาตุอาหารสูงเป็นร้อย ๆ ปี คนโบราณจึงนำมาผลิตเป็นเครื่องประทินผิวเรียกว่า ‘กระแจะแป้งร่ำ’ นอกจากนั้น ในตำรับยาโบราณ เช่น ตำรับโอสถพระนารายณ์ ก็อธิบายการใช้ดินสอพองได้สารพัดประโยชน์ เป็นยาที่มีฤทธิ์เย็น คนจึงมักนำมาผสมกับพญายอแก้ผดผื่นคัน ลมพิษ เหมือนคาลาไมน์ดี ๆนี่เอง สามารถนำมาผสมกับทองพันชั่งพอกไว้แก้กลากเกลื้อน หรือ ผสมกับสมุนไพรบางชนิด ใช้ดื่มแก้ไข้ กระหายน้ำ ถอนพิษ เป็นต้น และเนื่องจากมีฤทธิ์เย็น ในฤดูแดดแรงนี้ ถ้าประไว้ตามตัวก็จะเป็นการช่วยลดอุณหภูมิให้กับผิวและช่วยป้องกันแดดได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันแหล่งที่ยังผลิตดินสอพองมากคือจังหวัดลพบุรี ถือว่าเป็นทรัพย์ในดิน เพราะเป็นของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และอาศัยภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมาในการเรียนรู้เสาะหาแหล่งดินสอพองและผลิตแบบ เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่เนื่องจากเป็นผลผลิตจากดิน ก่อนที่เราจะนำมาใช้ก็ควรคำนึงถึงสุขอนามัยด้วย โดยการนำมาสตุ คือ นำดินสอพองใส่หม้อดินและตั้งไฟให้ร้อนระอุเพื่อฆ่าเชื้อโรค จากนั้นบดให้ละเอียดและผสมกับพืชสวนครัวธรรมชาติซึ่งเลือกได้หลายชนิด เช่น ผสมกับน้ำมะขามเปียกหรือมะนาวไว้ขัดผิวให้ขาวกระจ่าง แต่ถ้าเป็นคนผิวแห้งและยิ่งโดดแดดซ้ำ ก็ต้องเพิ่มความนุ่มเนียนชุ่มชื่นโดยนำดินสอพองผสมกับน้ำผึ้งพอประมาณ ผสมน้ำสะอาดอีกนิดหน่อย กวนให้เข้ากันและใช้พอกผิวไว้สัก 30 นาทีก่อนล้างออกและอาบน้ำตามปกติ อาจเปลี่ยนจากน้ำผึ้งเป็นน้ำนม ถั่วเหลือง นมสด หรือน้ำมันมะกอกก็ได้ เพื่อที่ผิวเราจะได้อาหารต่าง ๆ กัน ระหว่างที่อยู่นอกบ้านและรื่นเริงกับการสาดน้ำก็อาจประดินสอพองไว้ตามเนื้อ ตัวแค่บาง ๆ แต่พอหมดวัน ให้ลองใช้ดินสอพองพอกผิว ขัดผิวดู

2. น้ำมันมะพร้าว  เชื่อไหมว่า น้ำมันมะพร้าวที่หายไปจากครัวเรือนไทยนี่มีสารพัดประโยชน์ เราถูกพร่ำสอนมาว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพเพราะมีกรดไขมันอิ่มตัว ครัวเรือนไทยเลยพากันบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์ม แต่ภายหลัง นักวิจัยทั้งฝรั่งและไทยได้ทำวิจัยเรื่องนี้กันมาก และพบว่า น้ำมันมะพร้าวไม่ได้มีอันตรายต่อสุขภาพอย่างที่เราเข้าใจ ตรงกันข้าม กลับพบว่า น้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลต่ำ และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะกรดลอริกที่มีอยู่สูงถึง 50% ซึ่งเมื่อเราบริโภคเข้าไป จะเปลี่ยนเป็นโมโนลอริน อันเป็นสารอาหารตัวเดียวกับที่อยู่ในน้ำนมแม่ซึ่งเป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นอย่างดี และการที่มีสารอาหารเป็นประโยชน์นี้เอง ภูมิปัญญาโบราณจึงใช้น้ำมันมะพร้าวทั้งเพื่อปรุงอาหาร ประทินผิว และเป็นยา

จากการค้นคว้าสมัยใหม่พบว่า โมโนลอรินนี้เป็นยาปฏิชีวนะช่วยจัดการกับแบคทีเรียและไวรัสบางชนิดได้เป็น อย่างดี ถ้าเป็นหวัดกลั้วคอด้วยน้ำมันมะพร้าว จะช่วยจับแบคทีเรียและไวรัสได้ดี ถ้ารับประทานสด ๆ 1-2 ช้อนโต๊ะช่วยแก้อาการลำไส้อักเสบหรืออาหารเป็นพิษได้

สำหรับการใช้เพื่อ ประทินผิว ก็ง่ายแสนง่ายค่ะ ไม่ต้องผสมอะไรเลย แค่รินใส่ขวดเล็ก ๆ พกติดตัวไว้ช่วงสงกรานต์นี้ และคอยชโลมผิวตัวเอง ญาติมิตรและคนร่วมขบวนสงกรานต์เป็นระยะ ๆ น้ำมันมะพร้าวเป็นมอยส์เจอไรเซอร์อย่างดี และจะให้ดีควรเลือกน้ำมันมะพร้าวแบบหีบเย็นเพราะมีวิตามินอีสูง จะลูบไล้ผมด้วยก็ได้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผม หรือต่อให้หมดฤดูสงกรานต์แล้ว ก็ยังสามารถใช้เป็นสูตรบำรุงผิว บำรุงผมได้ โดยหลังอาบน้ำเสร็จ หยดน้ำมันมะพร้าว 2-3 หยด ลูบไล้ให้ทั่วเนื้อตัว หากใช้ชโลมหนังศีระษะ จะช่วยแก้ปัญหาเชื้อราอันเป็นต้นเหตุของรังแคได้ด้วย เท่านี้เองจริงๆ ก็จะเป็นการดูแลทั้งเรือนร่างในช่วงหน้าร้อนนี้ โดยใช้เงินในกระเป๋าแค่นิดเดียว

3. น้ำมันมะกอก สูตรนี้ก็ง่ายไม่ต่างจากน้ำมันมะพร้าว และไม่ต้องไปหาน้ำมันมะกอกแบบ Extra Virgin Oil หรือ Tuscan Olive อะไรให้ยุ่งยากและเสียเงินในกระเป๋า แต่ถ้ามีอยู่แล้วในครัวก็แบ่งใส่ขวดเล็ก ๆ พกไว้ แต่ถ้าไม่มี หาน้ำมันมะกอกที่วางจำหน่ายในร้านขายยาบ้านเราก็ได้ ซึ่งในน้ำมันมะกอกมีโครงสร้างเคมีคล้ายกับน้ำมันที่หล่อเลี้ยงผิวของคนเราจึงซึมซาบลงสู่ผิวได้อย่างดีแลช่วยอุ้มความชุ่มชื้นไว้ วิตามินอียังในน้ำมันมะกอกป้องกันรังสียูวี และช่วยลดการเกิดออกซิเดชั่นตามธรรมชาติอันเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าและจุดดำ

แต่ทั้งหมดนี้ ต้องหมั่นสังเกตตนเองด้วยเพราะทุกอย่างมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสีย ใช้ทีละนิดเพื่อดูว่าแพ้หรือเปล่า หากไม่แพ้ก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ แต่ถ้าเกิดอาการผื่นคันขึ้นมาจะได้ระวังและเปลี่ยนไปใช้การดูแลอย่างอื่นที่ดีและเหมาะสมกว่าเดิม

เพียงเท่านี้ก็จะได้สนุกๆ กับวันสงกรานต์กันอย่างเต็มที่แล้ว