กุมารแพทย์แนะ “การได้รับโปรตีนสูงเกินไปในช่วงวัยทารก” เสี่ยงทำให้ลูกเป็นโรคอ้วน

กลับไปหน้าข่าวประชาสัมพันธ์กรุงเทพฯ,มิ.ย. 11, 2558

 

  • การให้นมมารดาเพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก เป็นโภชนาการที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย และช่วยลดการเกิดโรคอ้วนเมื่อโตขึ้น ประมาณ 15-25%  
  • จากผลการศึกษาภาวะโภชนาการในทารกและเด็กเล็ก จำนวนกว่า 1,600 คนในยุโรป พบว่า ทารกกลุ่มที่ได้รับนมที่มีปริมาณโปรตีนสูงกว่านมแม่ เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนเมื่อโตขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับทารกกลุ่มที่ได้รับนมซึ่งมีการปรับปริมาณโปรตีนลดลงให้ใกล้เคียงกับนมแม่
  • การให้นมสูตรซึ่งมีโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ในปริมาณที่เหมาะสมใกล้เคียงกับนมแม่ จะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญที่ดี ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอ้วน และโรคเรื้อรังร้ายแรงในระยะยาว นอกจากนี้โปรตีนเวย์ 100% ที่ผ่านการย่อยบางส่วน ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้อีกด้วย
  • นมวัวมีปริมาณโปรตีนสูงกว่านมแม่ หรือนมผงสำหรับทารก คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกน้อยได้รับนมวัวที่ไม่ผ่านการดัดแปลง ในช่วงขวบปีแรก

กรุงเทพฯ - 22 พฤษภาคม 2558สถาบันโภชนาการเนสท์เล่ โดย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ร่วมกับโรงพยาบาลเด็กมหาวิทยาลัยลุดวิค – แมคซิมิลเลียนส์ ศูนย์การแพทย์มิวนิคประเทศเยอรมนี เผยผลสำรวจภาวะโภชนาการในทารกและเด็กเล็กชาวยุโรปล่าสุด ตั้งแต่วัยทารกถึง 1 ปี กว่า 1,600 คน ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ “โรคอ้วนในวัยเด็กชาวยุโรป” (The European Childhood Obesity Project) พบเด็กที่กินนมแม่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนต่ำกว่าเด็กที่กินนมผง ถึงร้อยละ15-25 โดยผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องสร้างความเข้าใจเพื่อให้ผู้ปกครองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของทารกและเด็กในช่วง 2 ปีแรกของชีวิต ให้กลับมามีภาวะโภชนาการและพัฒนาการที่สมวัยโดยเร็ว

Prof. Dr. Berthold V. Koletzko  

ศ.ดร. แบร์โธลด์ โคแลทซ์โก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยลุดวิค – แมคซิมิลเลียนส์ มิวนิค ประเทศเยอรมนี
ผู้ดำเนินโครงการโรคอ้วนในวัยเด็กชาวยุโรปกล่าวว่า การได้รับสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่ถูกต้องและเหมาะสม ในช่วงแรกของชีวิต ไม่ว่าจะขณะที่อยู่ในครรภ์มารดาหรือภายหลังคลอด จะทำให้ทารกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีในอนาคต ในทางตรงกันข้าม หากทารกได้รับสารอาหารในปริมาณที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะถ้าได้รับมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการเกิดโรคอ้วนในเด็กทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าการที่ทารกน้ำหนักเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งไม่เพียงแต่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดภาระค่ารักษาพยาบาลต่อสังคม และระบบสาธารณสุขอีกด้วย ดังนั้น การป้องกันแต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่ในช่วงวัยทารกและเด็กเล็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลดีต่อเด็กและสังคมในระยะยาว

ทั้งนี้ พบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยให้ทารกมีน้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป และมีโอกาสเป็นโรคอ้วนน้อยกว่าทารกที่เลี้ยงด้วยนมผง ด้วยเหตุนี้ การวิจัยภายใต้ “โครงการโรคอ้วนในวัยเด็กชาวยุโรป” จึงเกิดขึ้น เพื่อศึกษา ความเกี่ยวข้องระหว่างน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นของทารก อันเนื่องมาจากการได้รับโปรตีนในนมผงสำหรับทารกและเด็กเล็ก ที่มีปริมาณโปรตีนสูงกว่านมแม่ หรือนมที่มีการปรับปริมาณโปรตีนให้ต่ำลงใกล้เคียงกับนมแม่ เปรียบเทียบกับทารก ที่ได้รับนมแม่ ว่ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ตามมาเมื่อโตขึ้นอย่างไร

“จากผลการวิจัยของกลุ่มตัวอย่างในทารกจำนวน 1,678 คน อายุเฉลี่ย 2 สัปดาห์ถึง 1 ปีในยุโรปจำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ ทารกที่กินนมแม่เพียงอย่างเดียว ทารกที่ได้รับนมที่มีปริมาณโปรตีนสูงกว่านมแม่ และทารกที่ได้รับนมที่มีการปรับปริมาณโปรตีนต่ำลงให้ใกล้เคียงนมแม่แต่ให้พลังงานเท่ากัน พบว่าเมื่ออายุ 6 ปี เด็กทั้ง 3 กลุ่มมีภาวะการเจริญเติบโตด้านความสูง ไม่ต่างกัน แต่เด็กกลุ่มที่ได้รับโปรตีนในปริมาณสูงจะมีน้ำหนัก (น้ำหนักต่อความยาว) และดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) สูงกว่าเด็กกลุ่มที่ได้รับปริมาณโปรตีนต่ำกว่า และเด็กกลุ่มที่ได้รับนมแม่อย่างเห็นได้ชัด” ศ.ดร.โคแลทซ์โก กล่าวและเสริมว่า “การได้รับโปรตีนในปริมาณที่สูงเกินความต้องการของทารก จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญ ทำให้ร่างกายมีการหลั่งอินซูลินเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดการสะสมไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น และเกิดผลกระทบที่รุนแรงในระยะยาวต่อร่างกาย นำไปสู่โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ขณะที่เด็กซึ่งกินนมแม่ หรือกินนมผงที่ลดปริมาณโปรตีนลง แต่มีคุณภาพโปรตีนสูงใกล้เคียงนมแม่ จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าในการมีน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วนเมื่ออายุ 6 ปี”

รศ.นพ. สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

ด้าน  รศ.นพ. สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานชมรมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ปัจจุบันโรคอ้วนในเด็กกลายเป็นปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม เพราะนอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการมีพัฒนาการที่สมวัยแล้ว เมื่อเป็นแล้วก็จะมีความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา เห็นได้จากอัตราการเพิ่มขึ้นของเด็กที่มีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐานที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งปัจจุบันพบว่า ในเด็กอายุ 2-5 ปี มีความชุก ของภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 ในปีพ.ศ. 2539-2540 เป็นร้อยละ 7.9 ในปีพ.ศ.2544 และเป็นร้อยละ 8.5 ในปี พ.ศ.2551-2552 ในเด็กวัยเรียนมีความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.8 ในปีพ.ศ.2539-2540 เป็นร้อยละ 6.7 ในปี พ.ศ.2544 และเป็นร้อยละ 9.7 ในปีพ.ศ.2551-2552 โดยเด็กในกรุงเทพมหานคร มีความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนสูงที่สุดเมื่อจำแนกตามภาคและเด็กในเขตเทศบาลมีความชุกของปัญหา ดังกล่าวมากกว่านอกเขตเทศบาล 1.6-1.8 เท่า

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาพบว่า ร้อยละ 10-20 ของทารกอ้วนจะมีโอกาสโตขึ้นเป็นเด็กอ้วน ร้อยละ 40 ของเด็กอ้วนจะมีโอกาสโตขึ้นเป็นวัยรุ่นอ้วน และร้อยละ 80 ของวัยรุ่นอ้วนจะมีโอกาสอ้วนต่อเนื่องไปจนเป็นผู้ใหญ่ เห็นได้ว่า โรคอ้วนในเด็กมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แนวโน้มของการเกิดโรคก็เป็นในเด็กที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ และเด็กที่อ้วนก็จะมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

การป้องกันโรคอ้วนสามารถทำได้ตั้งแต่วัยทารก
โดยการให้ลูกน้อยดื่มนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้ต่อไปนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในนมแม่มีสารอาหารที่ร่างกายทารกต้องการครบถ้วน เพียงพอ และเหมาะสม โดยเฉพาะโปรตีนซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์หรือเนื้อเยื่อ และมีผลต่อการเจริญเติบโต แต่หากแม่มีความจำเป็นที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้จริง ๆ  การเลือกใช้นมที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ในปริมาณที่เหมาะสมใกล้เคียงกับนมแม่เลี้ยงลูก จะช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญของร่างกาย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอ้วน และโรคร้ายแรงเรื้อรังอื่น ๆ นอกจากนี้ โปรตีนเวย์ 100% ที่ผ่านการย่อยบางส่วน ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้อีกด้วย และควรหลีกเลี่ยงการให้นมวัว ที่ไม่ผ่านการดัดแปลงแก่ลูกน้อยในช่วงขวบปีแรก เพราะการให้ทารกดื่มนมวัวจะทำให้ทารกนั้นได้รับปริมาณโปรตีน มากเกินไป ไตทำงานหนัก มีโอกาสเป็นโรคอ้วน และแพ้โปรตีนนมวัวมากขึ้น


มร. วูฟกัง ฟรีสส์ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจโภชนาการทารกและผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กโต บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ในฐานะผู้แทนของสถาบันโภชนาการเนสท์เล่ กล่าวว่า การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก เป็นรากฐานสำคัญ ที่จะทำให้พวกเขาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ดี และเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในช่วง 1,000 วันแรกนับตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ การได้รับโภชนาการที่ดีด้วยโปรตีนคุณภาพสูงในปริมาณที่เหมาะสม จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้น และส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ รวมถึงระบบการเผาผลาญที่มีประสิทธิภาพ ทำให้โอกาสในการลดความเสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วน โรคภูมิแพ้ และโรคเรื้อรังร้ายแรงอื่น ๆ ตั้งแต่วัยเด็กลดลง ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ให้การสนับสนุนการวิจัยโภชนาการในทารกและเด็กเล็ก และนำผลที่ได้เผยแพร่สู่คุณพ่อคุณแม่อย่างกว้างขวาง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของ ลูกน้อยจากโรคเหล่านั้น ให้เขาเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

# # # # # #

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชนที่:  
บริษัท อาซิแอม เบอร์สัน-มาร์สเตลเลอร์ โทร. 02-252-9871
สาธิดา ศรีธัญญาธรณ์ (แอ๋ม) โทร. 085-166-2442
ตุลยดา เมธาชูโชค (ตุล) โทร. 086-884-6215   

สารถึงบรรณาธิการ
เนสท์เล่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนานกว่า 120 ปี โดยเริ่มวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2436 เราได้นำเสนอและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสู่ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้และความเข้าใจด้านโภชนาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคน เนสท์เล่ลงทุนอย่างต่อเนื่องในการสร้างเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารและโภชนาการที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และคิดค้นนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ให้มีรสชาติอร่อยถูกปาก พร้อมให้คุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มกว่า 40 ตราสินค้าที่ได้รับการยอมรับและชื่นชอบในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยทุกช่วงวัย เจตนารมณ์ของเนสท์เล่ที่ส่งผ่านคำว่า “Nestlé Good Food, Good Life” ได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงคำมั่นสัญญาที่เราจะมุ่งมั่นพัฒนา เพื่อยกระดับสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้บริโภคชาวไทยตลอดไป