"ซีอีโอ เนสท์เล่ เวิลด์ไวด์" เยือนไทย แจงแผนขยายธุรกิจ

กลับไปหน้าข่าวประชาสัมพันธ์ส.ค. 28, 2554



  • “เนสท์เล่แน่วแน่ในการปักหลักลงทุนทำธุรกิจในไทยในระยะยาว เราเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศไทย”– มร. บุลเก้ ประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ เอส.เอ.
  • เผยเตรียมลงทุน 3.5 พันล้านบาทในไทยในอีก 2 ปีข้างหน้า

กรุงเทพฯ (29 ส.ค. 54) – วานนี้ มร. พอล บุลเก้ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เนสท์เล่ เอส.เอ. ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ ณ เมืองเวเว่ย์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 วัน เพื่อร่วมการประชุมทบทวนผลการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาคร่วมกับผู้บริหารของเนสท์เล่รวมกว่า 180 คน ในการนี้ยังได้ประกาศแผนการลงทุนมูลค่ามหาศาลในประเทศไทยในอีก 2 ปีอีกด้วย

 

มร. บุลเก้ เปิดเผยว่า “ธุรกิจของเนสท์เล่ในประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างน่าพอใจ โดยมีอัตราการเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2553 อันเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์และคุณภาพในผลิตภัณฑ์ของเรา รวมถึงการส่งออกผลิตภัณฑ์ของเราจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปยังตลาดประเทศ ทั้งในแถบเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ รวมกว่า 44 ประเทศ”

 

“โรงงานของเนสท์เล่ในเมืองไทยสามารถผลิตสินค้าได้มาตรฐานสูงสุดระดับโลก ช่วยให้เราสามารถรักษาระดับการส่งออกไว้ได้ในระดับที่สูงมาก คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.4 พันล้านบาทในปี 2553” มร. บุลเก้ กล่าว

 

“ยิ่งไปกว่านั้น ความพิถีพิถันของผู้บริโภคชาวไทย และการให้ความสำคัญกับสินค้าคุณภาพที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและคุณค่าทางโภชนาการนั้น เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนสท์เล่จึงมีความได้เปรียบในการแข่งขัน จึงช่วยกระตุ้นการเติบโตด้านยอดขายภายในประเทศให้กับเรา” มร. บุลเก้ กล่าว

มร. บุลเก้ กล่าวว่า “จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของเราจากธุรกิจในประเทศและธุรกิจส่งออกเนสท์เล่จึงมีแผนลงทุนอย่างต่อเนื่องในไทยกว่า 3.5 พันล้านบาทในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยจะมุ่งเน้นไปที่การขยายโรงงานผลิตเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์กาแฟและไอศกรีม รวมถึงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เป็นศูนย์ควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์เนสท์เล่”

มร. บุลเก้ กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อกลยุทธ์ของเนสท์เล่ ทั้งระดับโลกและระดับเอเซีย  เนื่องด้วยประเทศไทยดูแลธุรกิจของเนสท์เล่ในภูมิภาคด้วย จุดมุ่งหมายของการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของผมก็คือ เพื่อยืนยันต่อชาวเนสท์เล่ในเมืองไทย เกี่ยวกับพันธกิจที่เนสท์เล่มีต่อประเทศไทยในระยะยาว   และความเชื่อมั่นของเราต่ออนาคตทางเศรษฐกิจไทย รวมถึงความคาดหวังที่เรามีต่อศักยภาพอันมหาศาลของตลาดเมืองไทย และภูมิภาคอินโดไชน่า”

 

เราตระหนักว่ากุญแจสู่ความสำเร็จระยะยาวในตลาดเมืองไทยนั้น มีปัจจัยสำคัญคือ ความเข้าใจ และการ-ตอบสนองต่อความต้องการที่ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอของผู้บริโภคชาวไทย รวมถึงชุมชนที่เราเข้าไปดำเนินธุรกิจ ด้วยการสร้างคุณค่าในทุกขั้นตอนที่เรามีส่วนร่วม” มร. บุลเก้ กล่าว

 

มร. บุลเก้ กล่าวว่า บริษัทกำลังเร่งดำเนินโครงการต่างๆ ภายใต้แนวคิด “การสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม” ซึ่งเน้นที่ความสำคัญของการสร้างคุณค่าต่อสังคมและผู้ถือหุ้นของบริษัทไปพร้อมๆ กัน สอดคล้องกับพันธกิจของเนสท์เล่ในการรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

 

“การสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของแนวทางการดำเนินธุรกิจของเนสท์เล่ในประเทศ-ไทย เรามุ่งเน้นที่องค์ประกอบซึ่งเป็นแกนหลักในการทำกิจกรรมทางธุรกิจหลักของเรา ได้แก่ โภชนาการ น้ำ และการพัฒนาชุมชน ซึ่งสามารถจะสร้างคุณค่าต่อสังคมและผู้ถือหุ้นได้ดีที่สุด อาทิ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะรับซื้อกาแฟโดยตรงจากเกษตรกรชาวกาแฟไทยกว่า 12,500 ราย ในพื้นที่ปลูกกาแฟหลักของไทย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปลูกกาแฟในเมืองไทยขายผลผลิตได้ในราคาที่ดี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความช่วยเหลือทางวิชาการอย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนั้นเรายังจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประมาณครึ่งหนึ่งของเกษตรกรในการซื้อต้นกล้าพันธุ์ที่ให้ ผลผลิตสูง ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเกษตรกรไทยแล้ว ยังช่วยให้เนสท์เล่มีแหล่งวัตถุดิบกาแฟที่มีคุณภาพสูง เชื่อถือได้ และมีความยั่งยืนกว่าแหล่งอื่นทั่วๆ ไปอีกด้วย จึงนับเป็นการผสานผลประโยชน์ที่ลงตัว อันเป็นแบบอย่างของการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง” มร. บุลเก้ กล่าว

มร. บุลเก้ กล่าวสรุปว่า เนสท์เล่จะเพิ่มการกระจายกล้าพันธุ์กาแฟเป็นประมาณ 6,000,000 ต้น ภายในระยะเวลา 5 ปี  

ดาวน์โหลดไฟล์ 111 KB, pdf